simplebooklet thumbnail

of 0

การหายของบาดแผลผิวหนังในทางสรีระวิทยา

 
  กระบวนการหายของแผลเริ่มต้นทันทีเมื่อมีการบาดเจ็บเกิดขึ้นใน 4 ระยะของกระบวนการหายของแผลดังนี้คือ
 
๑. เกิดกระบวนการแข็งตัวของเลือด
๒. กระบวนการอักเสบ หรือเป็นขั้นตอนที่แตกตื่นในระบบของร่างกาย เพื่อรวบรวมองคาพยพทีเกี่ยวข้อง เข้ามาสู่กระบวนการ เพื่อกำจัดเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม
๓. กระบวนการขยาย หรือซ่อมแซมและฟื้นฟูส่วนที่ได้รับความเสียหาย
และ ๔. กระบวนการตบแต่งบาดแผล หรือปรับปรุงและลดทอนเพื่อให้กลับคืนสู่สภาพใกล้เคียงดังเดิมมากที่สุด
 
  ซึ่งในกระบวนการอักเสบนี้ เซลล์ Neutrophils and Cytokines จะผลิตอนุมูลอิสระ ในกลุ่ม Oxygen , Nitrogen และกลุ่ม Hydroxyl group โดยสารอนุมูลอิสระในกลุ่มเหล่านี้ จะไปดึง Electron จากเชื้อแบคทีเรีย ท๊อกซินหรือ
สารแปลกปลอมที่อาจเกิดอันตรายต่อร่างกาย ซึ่งถือได้ว่าให้ผลในเชิงบวกต่อสภาวะการบาดเจ็บที่เกิดขึ้น ในช่วง 6 ชั่วโมงแรกของการบาดเจ็บ อนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นในระยะนี้จึงมีความสำคัญและเป็นประโยชน์  แต่หลังจากผ่านห้วงเวลานี้ไปแล้ว อนุมูลอิสระส่วนเกินนี้ยังคงอยู่ และจะมีผลกระทบต่อสารชีวโมเลกุลที่เป็นประโยชน์ ในบริเวณบาดแผล โดยจะทำให้กระบวนการหายของแผลช้าลงและมีผลเสียต่อเนื้อเยื่อในระดับเซลล์  ข้อมูลการวิจัยเหล่านี้ถือได้ว่าเป็นข้อมูลที่ใหม่ แต่ก็มีหลักฐานในการสนับสนุนแนวความคิดนี้ และผลในเชิงบวกหลังจากที่ใช้ Topical antioxidant (สารธรรมชาติ ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระเฉพาะที่) ในบริเวณที่เกิดการบาดเจ็บ ซึ่งถือว่าเป็นการชดเชยในระบบลำเลียง(หลอดเลือดฝอย) ที่ได้รับความเสียหายไปจากการบาดเจ็บ เพราะไม่อาจที่จะนำ Antioxidant มาหล่อเลี้ยงและช่วยปกป้องในบริเวณบาดแผลที่บาดเจ็บได้อย่างเพียงพอ โดยการจ่าย Electron ให้แก่อนุมูลอิสระ เพื่อเป็นการกำจัด โดยช่วยกอบกู้สภาวะแวดล้อมให้เหมาะสมต่อกระบวนการหายของบาดแผล และยังช่วยผ่อนผลกระทบที่รุนแรง จากปฏิกิริยาอ๊อกซิเดชั่น ในสารชีวโมเลกุลและเนื่อเยื่อข้างเคียง  ซึ่งจะทำให้จำนวนของอนุมูลอิสระในบาดแผลลดลงอย่างเด่นชัด ความรู้ในกลไกทางสรีระวิทยาทั้งหมดเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยที่เอื้อต่อกระบวนการหายของบาดแผล และส่งเสริมสุขภาพผิวให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
Natural Antioxidant(สารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติ) ที่เราคุ้นเคยกันดี ได้แก่ Vitamin E, Curcumin, Alpha-Lipoic Acid, Vitamin C, Coenzyme Q10 และ Natural Vanillin เป็นต้น

 ระยะเวลาโดยเฉลี่ย ในกระบวนการหายของบาดแผลผิวหนัง

 
  
กระบวนการหายของบาดแผลในระยะ 2 วันแรก
 
  เมื่อผ่านไปประมาณ 2 วัน เลือดที่แข็งตัวปิดปากแผลจะกลายเป็นสะเก็ด เซลล์ที่อยู่บริเวณฐานเซลล์ทั้งหลาย จะเจริญขึ้นมาแทนที่เซลล์ที่อยู่ด้านบน เซลล์ด้านบนก็จะถูกดันออกไปตามวรจรชีวิตของมัน ซึ่งเราอาจจะคิดว่าการที่บาดแผลจะปิดได้นั้น เกิดจากเซลล์ที่อยู่ด้านนอก ซึ่งจริงๆแล้วมันไม่ใช่ แต่เป็นเซลล์จากข้างล่างต่างหากที่จะเจริญขึ้นมาทดแทนเซลล์เก่า และดันสะเก็ดแผล จนหลุดออกไป หรืออะไรก็ตามที่มันไม่ต้องการมันจะพยายามสลัดออกไปในที่สุด ในส่วนฐานของเซลล์ที่ขาดจะถูกสร้างขึ้นมาใหม่ ซึ่งต้องอาศัย โปรตีน, ไฟโบรเนคติน, กรดไขมัน, วิตามิน และสารชีวโมเลกุลที่จำเป็นต่อกระบวนการฟื้นฟู เพื่อช่วยผสานรอยต่อตรงนี้และพัฒนาเข้าสู่ขั้นตอนต่อไป
  ส่วนเซลล์ภูมิคุ้มกันที่ชื่อ Macrophages ซึ่งพัฒนามาจากเซลล์ Monocytes มีบทบาทเป็นตัวบงการของกระบวนการทั้งหมด เป็นตัวเริ่มต้นทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าขาดเซลล์ Macrophages แล้ว บาดแผลจะไม่หาย เซลล์ Macrophages ทั้งใช้ ทั้งสร้างสารต่างๆ เพื่อกระตุ้น เพื่อส่งข่าว เพื่อสื่อสาร เพื่อติดต่อกับเซลล์ที่เกี่ยวข้องตัวอื่นๆให้สังเคราะห์สารที่จำเป็นเข้ามาทดแทนในบาดแผล
 
กระบวนการหายของแผลในระยะ 3-5 วัน
 
ตัวสะเก็ดยังคงอยู่ เซลล์ที่อยู่ข้างใต้ยังคงพัฒนาต่อไป โดยเริ่มจากชั้นเดียวค่อยๆเสริมสร้างจนเป็นหลายๆชั้น ในขณะเดียวกัน เซลล์ที่ชื่อ Fibroblasts จะเข้ามามีบทบาทเพื่อช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้แก่บาดแผล โดยการสร้าง คอลลาเจน ไฟเบอร์  ส่วนเซลล์ Macrophages ยังคงทำงานอยู่ ...ซึ่งในช่วงนี้จะเริ่มมีกระบวนการสร้างหลอดเลือดใหม่
 
กระบวนการหายของแผลในระยะ 7 วันขึ้นไป
 
เซลล์จะพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ จนในที่สุดสะเก็ดแผลเริ่มหลุดออกไป ประมาณช่วง 7-10 วัน เส้นใยคอลลาเจนมีมากพอสมควร หลอดเลือดเริ่มเชื่อมกันอย่างสมบูรณ์ จากนั้นก็กลับมาตบแต่งภายในกันต่อไปอีก เพื่อให้แผลนั้นเป็นไปอย่างดีที่สุด เหมือนการสร้างบ้าน พอสร้างเสร็จช่างขนของกลับไป ต้องมีการเก็บงาน เก็บเล็กเก็บน้อย เรียกว่า "Remodeling"  บาดแผลก็เช่นเดียวกัน มีการเก็บเล็กเก็บน้อย เพื่อให้มันสมบูรณ์แบบมากที่สุดเท่าที่ธรรมชาติในร่างกายของแต่ละบุคคลจะสามารถทำได้ โดยจะใช้ระยะเวลาเฉลี่ยประมาณ 1 ปี ค่อยๆเก็บไปเรื่อยๆจนมันพอใจในที่สุด